คล็อปป์ v ชเซ่ มูรินโญ่ นิยามของห่างชั้น

ฤดูนี้ เกมระดับ 6 ดาวของพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ยังระทึก ''น้องขวัญ-เช้าตรู่มณี'' เหมือนเดิม แต่เพิ่มอีกเป็นเสน่ห์กับสีสันของกุนซือข้างสนาม
อาร์แซน เวนเกอร์, เป๊ป กวาร์ดิโอล่า, โชเซ่ มูรินโญ่, เจอร์เก้น คล็อปป์, อันโตนิโอ คอนเต้, เมาริซิโอ โปเช็ตติเตียนโน่ จับคู่ไหนมาจ๊ะเอ๋กันก็บะละฮึ่มทุกคู่ไปเวนเกอร์ แพ้คล็อปป์ แต่ชนะคอนเต้ เป๊ป กำราบมูรินโญ่ แต่ก็แพ้โปเช็ตติเตียนโน่ แบบราบคาบคล็อปป์ ทำร้ายพี่ใหญ่อย่างเวนเกอร์ ก่อนเสมอโปเช็ตติเตียนโน่ แล้วก็สอนมวยคอนเต้
อาทิตย์นี้มีอีกหนึ่งคู่ แถมไม่ธรรมดา เพราะลำพังคำว่า "แดงเดือด" ก็ไม่ต้องการที่จะอยากของแจกฟรีใดๆอีกแล้ว
แต่ในคืนวันจันทร์ นอกเหนือจากศึกแห่งศักดิ์ศรีระหว่างลิเวอร์พูล กับแมนฯ ยูไนเต็ด หางตาของแฟนบอลยังจะต้องคอยชายตาดูแอ็กชั่นของสองกุนซือ เจอร์เก้น คล็อปป์ กับ โชเซ่ มูรินโญ่ว่ากันว่ามันหยดติ๋งไม่แพ้เกมในสนาม
คู่นี้ (คล็อปป์ กับมูรินโญ่) เคยพบกันมาแล้ว 5 ครั้ง สี่หนแรกเกิดขึ้นบนเวทีแชมเปี้ยนส์ ลีก ในฤดูกาลเดียวกัน 2012/13 ยุคคล็อปป์ เป็นกุนซือดอร์ทมุนด์ ส่วนมูรินโญ่ คุมกลุ่มเรอัล มาดริด
สองยกในรอบแบ่งกลุ่ม ดอร์ทมุนด์ ของคล็อปป์ ชนะในบ้าน 2-1 ก่อนบุกไปเสมอที่เบร์ทุ่งนาเบว 2-2 จบด้วยการเป็นแชมป์กรุ๊ป
เส้นทางทั้งคู่ยังโคจรมาพบกันในรอบตัดเชือก แล้วก็ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ เป็นวีรบุรุษเหมาสี่ประตูให้เสือเหลืองยำใหญ่ 4-1 ในครั้งแรก
ข้างหลังเกมนั้น มูรินโญ่ เห็นด้วยว่าสมาชิกแพ้ทุกบอร์ด ทั้งความเร็ว, แรงปะทะ รวมถึงลูกบู๊ดุดัน
นัดแก้มือในเมืองหลวงของประเทศสเปน เรอัลทำดีที่สุดด้วยการชนะ 2-0 แต่ไม่ดีเพียงพอ สกอร์รวมแพ้ 3-4
ต่อไปเส้นทางเดินของสองคนนี้ก็แคล้วคลาดมิได้กลับมาพบกันอีกเลย…จนกระทั่ง
เมื่อคล็อปป์ ยอมหั่นเวลาพักร้อนของตนเองมารับงานที่แอนฟิลด์ ต่อจาก เบรนดินแดน ร็อดเจอร์ส ในตอนต้นต.ค.ที่แล้ว
ส่วนมูรินโญ่ กำลังสั่นคลอนง่อนแง่นบนเก้าอี้ที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ ภายหลังจากออกสตาร์ตฤดูได้อย่างน่าผิดหวังท่ามกลางข่าวลือว่าห้องแต่งตัวร้อนระอุ
คล็อปป์ เริ่มงานสองครั้งแรกในลีกกับหงส์แดงด้วยการบุกเสมอสเปอร์ส 0-0 ก่อนโดนเซาธ์หมูแฮมป์ตัน ตีเสมอ 1-1
เขตคนรวยในเวสต์ ลอนดอน เป็นสถานีแห่งที่สามของเขา แล้วก็ลิเวอร์พูล เปิดตัวได้เลวร้าย เป็นข้างเสียประตูตั้งแต่สี่นาทีแรกจากรามิเรส
แต่ต่อไป เครื่องจักรสีแดงยุคเมด อิน เยอรมัน เดินหน้าปฏิบัติงานเต็มดูด คูตินโญ่ ตีเสมอในช่วงทดเจ็บของครึ่งแรก ก่อนคูตี้ กับเบนเตเก้ บวกเพิ่มเติมอีกคนละลูกให้หงส์แดงแซงกลับมาชนะ 3-1
โน่นเป็นการเผชิญหน้ากันหนสุดท้ายของทั้งคู่ มูรินโญ่ โดนปลดจากเชลซี ในธ.ค. แล้วก็ตกงานมาครึ่งปี เพื่องานใหม่แถมใหญ่กว่าเดิมรวมแล้ว 5 เกมที่พบกัน คล็อปป์ มีประวัติดียิ่งกว่า ชนะ 3 เสมอ 1 แล้วก็แพ้คราวเดียว
ถ้าเกิดมองการทำกลุ่ม ไม่มีอะไรที่คู่นี้จะแตกต่างกันได้มากกว่าอีกแล้ว มูรินโญ่ ขึ้นชื่อมาแต่ไหนแต่ไรว่านิยมของหรู แบรนด์เนม แล้วก็ถูกใจอะไรที่สำเร็จรูป ซื้แล้วใช้งานได้ทันที โดยไม่เสียเวลา

เฉพาะซัมเมอร์นี้ กุนซือโปรเหม็นตุกีส ทุ่มเงินหมดไปราวๆ160 ล้านปอนด์ ได้มาสี่คน ปอล ป็อกบา, เฮนริค มคิทาร์ยาน, เอริก ไบยี่ แถม ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ไร้ค่าตัวด้วย
ส่วนคล็อปป์ จัดเป็นจำพวกพ่อบ้านดี.ไอ.วาย ซื้อมาต่อเอง หรือเอาของโบราณมาสร้างใหม่ตามแต่จินตนาการจะเฉิดฉาย
ซัมเมอร์แรกในแอนฟิลด์ คล็อปป์ ใช้เงินน้อยกว่ามูรินโญ่ แทบล้านปอนด์ ทั้งที่เขามีสิทธิ์ทุกอย่างจะช็อปปิ้งให้เต็มคราบ แล้วก็ถ้าเกิดบวกลบคูณหารกับการขายนักฟุตบอลออกไป ปรากฏว่าลิเวอร์พูล ผลกำไรเฉียดฉิวๆ13 ล้าน
นี่ไม่ใช่การอวยไส้แตกอะไร เพราะหนสุดท้ายที่ลิเวอร์พูล ฟันเงินจากตลาดค้าขายนักฟุตบอล พวกเราจะต้องย้อนกลับไปเมื่อ 6 ปีกลายที่ได้กำไรในช่วงซัมเมอร์ราวๆ 6 ล้านปอนด์ แล้วก็ 4 ล้านเมื่อรวมตลาดม.ค.
แม้กระนั้น สมาคมได้กำไรเพียงแค่ 4 ล้านปอนด์ ทั้งที่เพลานั้น กดค่าจ้างจากการขาย เฟร์นานโดร์เรส มาได้ตั้ง 50 ล้าน !
แนวความคิดของคล็อปป์ ในการทำกลุ่ม ถูกสะท้อนผ่านความเห็นต่อการซื้อป็อกบา ของแมนฯ ยูไนเต็ด ด้วยค่าจ้างสถิติโลก 90 ล้านปอนด์ ที่เขากล่าวว่า "ถ้าเกิดเป็นผม ผมอาจจะทำแบบอื่น"
ก่อนถูกมูรินโญ่ โต้กลับเฉียบพลันว่ารู้เรื่องความรู้สึกของกุนซือกลุ่มเล็กๆที่ได้แต่มองตาปริบ เพราะอาจจะมีแต่กลุ่มระดับท็อปเพียงแค่นั้นที่จะปิดดีลซื้อป็อกบา
ในด้านของการผลิตกลุ่ม มูรินโญ่ ถูกวิจารณ์โดยตลอดกับกลุ่มเก่าก่อนหน้านี้ ว่าไม่ค่อยเห็นหัวนักฟุตบอลที่ขึ้นมาจากศูนย์ฝึกฝนเยาวชนของสมาคม
ไม่ถูกกับคล็อปป์ ที่แฟนบอลได้เห็นตั้งแต่ปลายฤดูที่แล้ว ว่าเมื่อจังหวะแล้วก็ช่องทางให้ เขาไม่ลังเลหรือรีรอที่จะโยนดาวรุ่งลงสนาม
คู่นี้ มองผิวเผินเหมือนว่ามูรินโญ่ จับงานคุมกลุ่มแบบสุดกำลังเร็วก่อนคล็อปป์ สัก 4-5 ปี ถ้าเกิดมองจากชื่อเสียงที่แฟนบอลเริ่มรู้จัก แล้วก็ถ้าเกิดมองจากอายุที่มูรินโญ่ แก่กว่าแทบ 4 ปี
แต่ความเป็นจริง คล็อปป์ เดินตามข้างหลังมูรินโญ่ ต้อยๆเข้าสู่แวดวงนี้เพียงแค่ 5 เดือนเพียงแค่นั้น
มูรินโญ่ เริ่มจากการเป็นล่ามแปลภาษา เป็นผู้ช่วยผู้ฝึกสอน โบกปูนปูทางมาก่อนหน้าร่วมๆ6 ปี จนกระทั่งได้นั่งเก้าอี้เฮดผู้ฝึกสอนเบนฟิก้า ในกันยายน 2000
ในช่วงเวลาที่คล็อปป์ คลุกคลีอยู่ในฐานะนักฟุตบอลไมนซ์ กระทั่งบั้นปลายใกล้แขวนรองเท้า ก็ถูกโปรโมตขึ้นมาเป็นกุนซือแทนคนเก่าที่โดนปลดในก.พ. 2001
11 ปีกับหน้าที่การเป็นนักฟุตบอล แล้วก็อีก 7 ปีบนเก้าอี้ผู้ฝึกสอน ไม่รู้จักว่าหน้าสนามของไมนซ์ มีรูปปั้นให้คล็อปป์หรือไม่ ถ้าเกิดไม่ล่ะก็อาจจะใจดำน่าดู
แม้อายุงานห่างกันเพียงแค่ 5 เดือน แต่ความสำเร็จระดับที่จะต้องสร้างห้องเก็บ ไม่ใช่เพียงแค่ตู้เก็บรางวัลของมูรินโญ่ ทำให้มองว่าเขาผ่านสมรภูมิมาอย่างโชกโชน แล้วก็อายุน่าจะหลักหกเฉียดฉิวๆเจ็ดนำ
ไม่เลย มูรินโญ่ เพิ่งจะ 53 แต่เก็บเกี่ยวประสบการณ์มาทั่วร้อยเอ็ดเจ็ดเขตน้ำ ทั้งลีกประเทศโปรตุเกส, อังกฤษ, อิตาลี รวมถึงประเทศสเปน
นี่ก็เป็นความไม่เหมือนกันอย่างสุดขั้วอีกเหมือนกันของสองคนนี้ มูรินโญ่ ไม่ค่อยอยู่เป็นระเบียบเรียบร้อยนานๆจะว่าไปก็ไม่เคยคุมกลุ่มไหนนานเกินสามปีสักที ไม่ถูกกับคล็อปป์ ที่ถูกใจสร้างตั้งแต่ฐานของปิระมิด ก่อนเสพความสำราญจากการขึ้นไปยืนบนยอดด้วยความภาคภูมิกับผลงานที่ลงมือทำตั้งแต่หินก้อนแรก
7 ปีคุมไมนซ์ แล้วก็อีก 7 ปีกับดอร์ทมุนด์ คล็อปป์ ยังเคยกล่าวว่าถ้าเกิดเป็นได้ เขาอยากวางมือภายหลังจากปิด จ็อบที่ลิเวอร์พูล สะท้อนให้มีความคิดเห็นว่าคล็อปป์ เป็นคนทำงานที่ละเอียดแค่ไหน ความสำเร็จแบบจานด่วนบางทีอาจอิ่มท้อง บางครั้งก็ไม่อร่อย
อีกหนึ่งความต่างที่สัมผัสด้วยตาเปล่าได้ เป็นสไตล์การเล่น

ครั้งหนึ่ง โยฮัน ครัฟฟ์ เคยกล่าวว่ามูรินโญ่ เป็นผู้ฝึกสอนที่เนกาทีฟ แคร์แต่ผลของการแข่งขัน และไม่สนว่าบอลจะทรงงาม มีเสน่ห์น่าชื่นชมหรือไม่
เด็กหงส์ทั่วทั้งโลกยังจำได้ไม่เคยลืมว่าเวลาที่มูรินโญ่ นำกลุ่มเชลซี มาเยี่ยมแอนฟิลด์ ในม.ย. 2014 แล้วก็ทำให้พวกเขาฝันสลายจากการคว้าชัยชนะพรีเมียร์ลีก ยุคแรก กลุ่มของมูรินโญ่ แงะยุทธวิธี "ด้านมืด" ออกมาหยุด หฝ่าส์ ซัวเรซ แอนด์ วัว ถึงขั้นเก็บบอลเองเพื่อถ่วงเวลา ทุ่มช้าตั้งแต่นาทีแรกๆทำฟาวล์เบรกเกมถี่ยิบFun88แล้วก็อุดทั้ง 11 คนยากจนกระทั่งลิเวอร์พูล พลาดกันเอง

ศึกช้างที่แมนยู

หลังการตกรอบยูฟา แชมเปี้ยนส์ ลีกของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ยกมือเห็นด้วยว่ามันคือความผิดพลาดของเขาที่ไม่สามารถทำให้นักฟุตบอลเล่นเกมรุกได้ในนัดหมายแพ้โมนาโก เวลาที่ โชเซ มูรินโญ รับรองล่าสุด ''แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยังไม่พร้อมลุ้นแชมป์'' กำเนิดอะไรขึ้นอยู่กับสองทีมดังจากเมืองแมนเชสเตอร์
ดูอย่างกับว่าสถานะการณ์ล่าสุดมันเป็นไปในทิศทางของการตั้งหลัก ถอยหลังหนึ่งก้าวเพื่อเดินหน้าสองสามก้าว ทั้งสองโค้ชที่ได้รับการเห็นด้วยว่าเก่งที่สุดในโลกในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ถึงกับออกปากเช่นนั้นเอาการของ เป๊ป ก่อน
คครั้งหน้าจากโมนาโกพบว่า "เรือใบสีฟ้า" ยังไม่สามารถยกฐานะตนเองให้ก้าวไปยังทีมที่ใหญ่กว่าพรีเมียร์ลีก แม้เป้าหมายของพวกเขาชัดเจนยิ่งนัก ถึงแม้ว่าจะพวกเขามี เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ที่เดี๋ยวนี้โดนเหน็บแนมว่าที่ได้แชมป์เพราะว่าทีมบาร์ซ่ากับบาเยิร์น มิวนิค มันดีอยู่แล้วมองจากตัวเลข…หลังเกมโมนาโกพบว่ามันน่าสลดหดหู่รวมทั้งท้อแท้ใจกับการทุ่มทุนสร้างของอาบูดาบี ยูไนเต็ด กรุ๊ป
ครึ่งแรกเสีย 2 ประตู แถมมิได้ยิงสักหนึ่งครั้ง อย่าว่าแต้ยิงเลย เพียงแค่ทำเกมให้ขึ้นไปหน้าบ้านโมนาโกยังยาก ที่สำคัญกองหลังโชว์ความอ่อนหัดให้มองเห็น คลอดลูกสะเปะสะปะ ดินแดนกึ่งกลางสู้คนพลังหนุ่มโมนาโกมิได้
เป๊ป ถูกตั้งปัญหาว่าสกอร์ที่เป็นต่อ 2 ลูกคือความจำเป็นหรือไม่ต้องไปใช้กึ่งกลางรุก 5 คนโดยผลักภาระให้ แฟร์นานดินโญ คนเดียวที่เป็นตัวตัดเกม สุดท้ายมันเกิดขึ้นตรงนั้นคือดินแดนกึ่งกลางแพ้ราบคาบดินแดนกึ่งกลางแพ้…กองหลังยิ่งไม่ต้องพูดถึง คือปัญหาใหญ่ของทีมในปีนี้
การเสียสองประตูครึ่งแรกทำให้งานยากเกิดขึ้นแต่ว่าพวกเขาสามารถยิงตีไข่แตกหรือลุ้นตีเสมอได้ ทว่าจากเกมครึ่งแรกไม่มีผู้ใดเห็นว่ามันเป็นเช่นนั้น ทุกคนเห็นว่ามีแต่ว่าจะโดนเพิ่มถ้าออกมาทรงนี้ ความแน่ใจมันก็สวนทางกัน…สิตี้ จะต้องกลับมาพีคสุดๆไม่เช่นนั้นโดนกระหน่ำเละ
เกมมองดีขึ้นแต่ว่ากว่าจะได้ยิงก็ขว้างเข้าไปนาทีที่ 65 นั่นคือจังหวะแรกที่ ซูบาสิช ได้เซฟ ก่อนที่จะ ซาเน จะยิงประตูตีไข่แตก อันเป็นประตูสำคัญ 2-1 ถ้าหากว่ากันตามจริงครึ่งแรกเกมดีขึ้นผิดหูผิดตา พร้อมยิงคืนได้ตลอด
แต่ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือกองหน้าดันไม่คมอีก…ใช้จังหวะเปลือง กว่าที่ ซาเน จะยิงตีไข่แตก รวมทั้งจากนั้นมาเป็นหน้าที่กองหลังที่มิได้ช่วยคุ้มครองอะไรเลย โดน 3-1 ที่เป็นประตูสำคัญส่งโมนาโก เข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายจากผลบวก 6-6 ที่ได้จากยิงนอกบ้าน 2 ประตู
ข้อความสำคัญคือเกมรุกยังเพียงพอวางใจได้ว่าดี แต่ว่าเพียงพอเกมรับซึ่งยังไม่ปรับแก้รวมทั้งพร้อมเสียประตู มันทำให้แมนฯสิตี้ ล้มเหลว รวมทั้งเมื่อมองภาพรวมๆรุกพอใช้ ดินแดนกึ่งกลางงั้นๆไม่แน่น ไม่ปึ้ก หลังพร้อมเสียเรือใบสีฟ้า ก็เลยเป็นทีมที่คล้ายๆกับลิเวอร์พูลคือ…."ขาดสมดุล" ในทีมไป
รับห่วยแตก รุกพอได้ อย่างงี้จังหวะบรรลุผลสำเร็จมีจำกัด ก็จะอยู่ในตำแหน่งที่พวกเรามองเห็นคือราวๆนี้ ลุ้นพื้นที่ชปล. แต่ว่าลุ้นแชมป์คงจะยาก เพราะว่าความสมดุลของทีมไม่มี มันขาดข้อสำคัญในทีมไป เหมือนกันกับทีมที่รับดี…แต่ว่ารุกไม่ได้โอกาสบรรลุผลสำเร็จต่ำลง
เป๊ป เห็นด้วยหลังเกมแพ้โมนาโกว่าเขาไม่สามารถทำให้ผู้ร่วมทีมเล่นแบบดุดัน หยาบ รวมทั้งมีเกมรุกที่ดีเพียงพอในการชนะโมนาโก เขายอมรับผิด ไม่โทษนักฟุตบอล แต่ว่าเชื่อว่าในใจคงมีหลายคนที่ถูกกาชื่อทิ้งในซัมเมอร์หน้านี้แน่นอน
แผงหลังในช่วงเวลานั้นอยากได้ฟูลแบกใหม่เพื่อมาเพิ่มไฟในการเล่น ไม่ใช่ชุดเดิมอย่าง ซาบาเลต้า, คิลชี, โคลารอฟ หรือกระทั่งเซนเตอร์ฮาล์ฟอย่าง ออตาเมนดี้ ก็ไม่ใช่เซนเตอร์มีเกรดอะไรเยอะมาก แม้จะติดทีมชาติอาร์เจนตำหนิน่าก็ตาม

แผงหลังนี่ชูแผง …จอห์น สโตน เองก็จะต้องเล่นกับเซนเตอร์ที่หรูหรากว่าเขา ถ้าคาดหมายให้เขาคุมหลังคนเดียวเดี๋ยวนี้ กระดูกบอลไม่ถึง ในยุโรปนี่ชัดเลย มีปัญหาในการเล่นเกมระดับค่อนข้างสูง เวลาที่ดินแดนกึ่งกลางขาดตัวตัดเกมประสิทธิภาพไป
แนวรุกถือว่าพอได้ ชุดนี้ ทั้ง กุน อเกรโร , ซาเน, ราฮีม ยังได้โอกาสปรับตัวเองได้ ที่ดีเป็นส่วนตัวคือ เควิน เดอ บรอยน์ เวลาที่ สิลบา ปีถัดไปจะยิ่งโรยหนักกว่านี้
ดูแล้วเหน็ดเหนื่อย…มันคืองานใหญ่สำหรับ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ในวิธีการทำทีมให้ยิ่งใหญ่ในแถวหน้าของแวดวง โดยเฉพาะการก้าวไปครอบครองแชมป์ยูฟา แชมเปี้ยนส์ ลีก สมัยแรกให้แมนฯสิตี้ ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดในการสร้างแบรนด์ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ให้แข็งแกร่ง
จากเพื่อนบ้านเสียงดังมายังเพื่อนบ้านที่มองเฉยๆไม่ฮือฮาราวกับช่วงซัมเมอร์ ที่มีความหวังเยอะมากหลังการตั้ง โชเซ มูรินโญ คุมทีม
ล่าสุดแม้เข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายฟุตบอลยูโรปา ลีก รวมทั้งเหลือถ้วยเดียวที่ได้ลุ้นอย่างเป็นรูปธรรม มูรินโญ ให้สัมภาษณ์กับ แกรี ลินิเกอร์ โฆษกรายการ "พรีเมียร์ลีก โชว์" ทางช่องบีบีซี นานาประการข้อความสำคัญที่สำคัญสุดเขาบอกว่า "พวกเรายังไม่พร้อมสำหรับการเป็น แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด"คมกริบสำหรับประโยคนี้ รวมทั้งมันไม่ต้องขยายความว่าอะไรแม้กระทั่งเยอะมาก
"ผมรู้สึกว่าพวกเรายังไม่พร้อมสำหรับการครอบครองยุทธจักรบอลอังกฤษ พวกเรายังไม่พร้อมที่จะบากบั่น, ชนะทุกเกม มันยังมีช่องว่างระหว่างความทะเยอทะยานตามธรรมชาติของทีมยักษ์ใหญ่ รวมทั้งสิ่งที่พวกเราเป็นอยู่จริงๆณ เวลานี้"มันยากขึ้นกว่าเดิม มันต่างจาก 10-20 ปีกลายอย่างสิ้นเชิง"
ผมว่าเขาสะท้อนอะไรได้ชัดเจนในหัวข้อนี้ เขากำลังติดต่อกับแฟนแมนฯยูฯ ที่เต็มไปด้วยความหวังระดับค่อนข้างสูงรวมทั้งจะต้องบากบั่นกระทำตนแบบจมให้ลง เพราะว่ามันจะเข้าข่ายเปลี่ยนเป็นแฟนลิเวอร์พูลที่รู้สึกอย่างนั้นมาตลอด 26 ปี หลังจากได้แชมป์ลีกครั้งสุดท้ายปี 1990อีกประโยคเด็ดหนึง่ที่สำคัญคือ "ผมมาทำงานกับสโมสรที่น่าสลดใจ"อันนี้ว่าผู้ใดกันแน่นะ…ลองอ่านกันมอง เอาหลักๆคือเขากล่าวว่า "ถ้าเป็นผมจะไม่ขาย อังเคล ดิ มาเรีย, ชิชาริโต้ รวมทั้ง ดินแดนนี เวลเบค"
เชื่อว่าสามคนนี้อาจได้รับความรู้สึกเชิงมีความขัดแย้งจากแฟนผีแน่นอนเพราะว่า ดิ มาเรีย มาในช่วงที่ทีมตกลงไปจากเดิม เวลาที่ เวลเบค ก็ไม่ได้รับความปิติยินดีเยอะมากนัก ส่วนชิชาริโต้ นั้นน่าจะเป็นขวัญใจอยู่ทว่าเชิงแทกตำหนิกแล้ววิธีขาย เวลเบค รวมทั้ง ชิชาริโต้ ออกไปมันคือคุณขาดกองหน้าตัวจบสกอร์
ส่วน ดิ มาเรีย นั้นคือนักฟุตบอลที่ มูรินโญ ติดอกติดใจ รวมทั้งเป็นนักฟุตบอลคนแรกที่เขาซื้อไปร่วมทีมเรอัล มาดริด รวมทั้ง ดิ มาเรีย ก็กลับไปสู่ฟอร์มทอปของเขาดังเดิมกับทีม เปแอสเช เชื่อว่าถ้า มูรินโญ อยู่กับทีมเร็วกว่านี้เขาก็ซื้อมาร่วมทีมรวมทั้งใช้งานเป็นตัวเดินเกมให้แนวรุก
ส่วนนักฟุตบอลที่ มูรินโญ ไม่เอ่ยชื่อว่า ถ้าเป็นเขาจะไม่ซื้อมาร่วมทีม ซึ่งพวกเราเองสามารถทายใจได้ไม่ยากเพราะว่าจากสิ่งที่เขาปฏิบัติในสนามชิงชัยรวมทั้งการจัดทีมลงเล่นทุกอาทิตย์เพียงพอจะนำชื่อมาเฉลยกันได้ไม่ยากมูรินโญ มีมารยาทรวมทั้งมืออาชีพมากพอที่จะไม่พูดถึงรวมทั้งมันไม่ควรพูดถึง แต่ว่าผมเชื่อว่าไม่ใช่แฟนผีก็ทายใจได้ไม่ยาก
สิ่งที่ผมเชื่อว่าแฟนผีรวมทั้งแฟนบอลทั่วๆไปจะต้องติดอกติดใจกับการให้สัมภาษณ์ในประโยคต่อมาพร้อมกับ ลินิเกอร์ ว่า "แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นสโมสรที่มีความใหญ่โตมากมาย ไม่จำเป็นต้องไปแชมเปี้ยนส์ ลีกเพื่อเย้ายวนใจนักฟุตบอลมาร่วมทีม"
เขาพูดถึง…อิบราฮิโมวิช ควรอยู่กับ ปารีส, ป๊อกบา ควรอยู่กับยูเวนตุส รวมทั้ง มคิทาร์ยาน ควรอยู่กับดอร์ทมุนด์ถัดไปถ้านักเตะคิดถึงเรื่องการเล่นในแชมเปี้ยนส์ลีก รวมทั้งเขาเองรู้สึกแฮปปี้มากมายๆถ้านักฟุตบอลตกลงใจไม่ย้ายมาเพราะว่าทีมมิได้ไปเล่นแชมเปี้ยนส์ ลีก เขาจะดีใจมาก ที่มิได้นักฟุตบอลอย่างงี้มาร่วมทีม
เอาง่ายๆว่า นักฟุตบอลต้องมีใจมาเล่นให้กับแมนเชสเตอร์ ยุยงไนเต็ด ด้วยข้อตกลงเดียวคือเพราะว่านี่คือแมนฯยูฯ ไม่ใช่ทีมที่จะต้องไปเล่นชปล. หรือได้โอกาสไปเล่น
จริงครับ…การพูดอย่างงี้ไม่ใช่เอาอกเอาใจหรือเพียงแค่ให้เกียรติ แต่ว่ามันคือแนวทางการทำงานของ มูรินโญ รวมทั้งผมเชื่อว่าโค้ชทุกคนจะต้องมีแนวทางอย่างงี้ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ก็คงจะไม่ได้อยากนักฟุตบอลที่มาเล่นกับทีมเพื่อ "เงิน" , เกียรติยศ หรืออะไรนักฟุตบอลจะมาเล่นกับทีมนี้เพื่อ "สโมสรที่นี้"
มันยังไม่หมดยุคหรอก…เพราะว่าตอนท้ายแล้วทีมที่ใช้เงินทุ่มซื้อนักฟุตบอลก็จะใช้เงินซื้อนักฟุตบอลตลอดเวลา ไม่สามารถดึงนักฟุตบอลที่มีความรู้และมีความเข้าใจรวมทั้งมีจิตใจอยากบรรลุผลสำเร็จกับทีมมาร่วมทีมได้ ปัญหาของสองทีมจากเมืองแมนเชสเตอร์ นั้นคนละแบบ
เวลาที่ เป๊ป บอกว่าไม่สามารถทำให้นักฟุตบอลเล่นเกมจากที่เขาอยากได้ได้ รวมทั้งทีมคงจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงในซัมเมอร์ มันก็คล้ายๆกับ มูรินโญ เพียงแต่ มูรินโญ มีแนวทางการทำงานของเขาที่รับรองอย่างชัดเจนแล้วว่า
"แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อยากได้นักฟุตบอลที่มีใจอยากมาเล่นให้แมนฯยูไนเต็ด โดยมีเงื่อนไขเดียวเพราะว่านี่คือแมนเชสเตอร์ ยุยงไนเต็ด"